ประวัติ คาราเต้ วิถีแห่งการต่อสู้ด้วยมือล้วนๆ

 

เคราเต้โด้ หรือ ที่คนรู้จักกันในชื่อ คาราเต้ ศิลปะการป้องกันตัวชื่อดังจากดินแดนอาทิตย์อุทัยในปัจจุบันศิลปะการป้องกันตัวแขนงนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในทั่วทุกมุมโลก คาตาเต้ นั้นแต่เดิมถือกำเนิดเกิดขึ้นที่ โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเจ้า คาราเต้ เนี่ยเป็นส่วนผสมการต่อสู้ระหว่างจีนและญี่ปุ่น

ความเป็นมาของศิลปะการต่อสู้ที่ชื่อ คาราเต้

คาราเต้

เราอาจจะไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว คาราเต้ นั้นเป็นการต่อสู้โดยใช้อาวุธได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก คล้าย กังฟู แต่ที่ทุกวันนี้เราเห็นแต่ใช้มือก็เพราะพวกเขาได้มีการดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับการแข่งงขันนั้นเอง โดยมันเข้าสู่ญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ.2464

คำว่า คาราเต้ แปลเป็นภาษจีนว่า ฝ่ามือจีน  ศิลปะชนิดนี้ได้รับการแบ่งออกเป็น 3 ประเภทก่อนจะมาใช้คำว่า คาราเต้ ซึ่งได้แก่ ชูริเต้,นาฮาเต้ และโทมาริเต้ ทั้ง 3 อย่างนี้ล้วนเป็นพื้นฐานของการดัดแปลงมาเป็นการต่อสู้ด้วยฝ่ามือโดยประยุกแบบผสมร่วมกับศิลปะการป้องกันตัวเมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง

บิดาแห่ง คาราเต้ คือ คิชิน ฟุนาโคชิ เกิดเมื่อปี คริศต์ศักราชที่ 1868-1957 เขาได้เปลี่ยนความหมายของคำว่า คารา ถึงแม้จะออกเสียงเหมือนกันแต่ความหมายใหม่ก็คือ ความวางเปล่า ที่มาของคำว่า ว่างเปล่า นั้นก็คือการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและการเพิ่มพูลความสามารถ โดยการทำจิตใจให้ไม่จดจ่อกับสิ่งใด ละเว้นจากเป้าหมายทุกประการ รวมทั้งกิเลสทั้งปวง

คาราเต้ นั้นเป็นการต่อสู้ที่ดึงพลังจากหลายส่วนของร่างกายมารวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวและโจมตีออกไปอย่างรุนแรง หลักสำคัญของการต่อสู้นี้คือการสู้กับตนเอง เช่น สามารถที่จะยั้งมือในการโจมตีได้ โดยใช้การหยุดความเคลื่อนไหวเมื่อสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อลดการเกิดอาการบาดเจ็บจริง ซึ่งก็หมายความว่าฝึกการกำหนดความรุนแรงในการโจมตี และถ้าผู้ฝึกท่านใดสามารถที่จะบรรลุจุดนี้ได้แล้วก็จะสามารถเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีได้ถึงระดับสูงสุด

การเป็นผู้เรียนศิลปะแขนงนี้จำเป็นต้องเริ่มการเรียนธรรมเนียมปฏิบัติซะก่อน เช่นท่าเคารพ และการปฏิบัติต่ออาจารย์ผู้ฝึกสอน และ รุ่นพี่ในสำนักด้วย และเรียนรู้มารยาทที่ใช้ในโรงฝึก พอเรียนรู้ทุกอย่างจนหมดแล้วก็จะเข้าสู่วิชานี้ของจริง โดยเริ่มจากท่ายืนธรรมชาติ ท่าชก ท่าป้องกัน และท่าเตะ อีกทั้งยังมีท่าการก้าวเดิน การฝึกคือจะจับคู่กันฝึกและใช้ทักษะที่เรียนมาผลัดกับรับและรุก

แท้จริงแล้วการฝึกคาราเต้จะสอนให้คนมีระเบียบวินัย รู้จัการใช้มารยาท ความอ่อนน้อม และยังยึดหลักปรัชญาพุทธนิกาย เพื่อจะได้ใช้ในการฝึกและชีวิตประจำวันได้และทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือความหมายที่แท้จริงของคาราเต้

กังฟู นั้นหมายถึง วิชาที่ใช้ทักษะในการต่อสู้เป็นสำคัญ และใช้รูปแบบการร่ายรำ วิทยายุทธและเชิงในการต่อสู้ ซึ่งการฝึกวิชากังฟูนั้นจะต้องอาศัยการฝีกฝนร่างกายให้แข็งแรงควบคู่กับการทำสภาพจิตใจให้ว่างเปล่าจะพบผู้ใช้ส่วนมากในวัดที่ขึ้นชื่อจากประเทศจีนอย่าง วัดเส้าหลิน และเราจะเห็นได้ว่าการใช้ท่วงท่ามากมายของศิลปะแขนงนี้คือการดึงเอามาจากสัตว์ อย่างเช่นท่าที่ใช้ทักษะในการล่าเหยื่อของเสือ

 กังฟู วิชาต่อสู้ขั้นสูงของวัดเส้าหลิน

กังฟู

 

นอกจากการต่อสู้ด้วยมือเปล่าแล้ว กังฟู ยังขึ้นชื่อในการใช้อาวุธในการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็น ดาบ กระบอง หรือ ทวน การต่อสู้จะแบ่งได้หลากหลายประเภทและกระบวนท่า โดย 1 เป็นกระบวนท่าของหมัด 2 เป็นกระบวนท่าของฝ่ามือ 3 กระบวนท่ามือตะขอ และแบ่งออกเป็นการใช้เท้าได้ 5 กระบวนท่า คือ 1 ท่าก้าวเท้าคันธนู 2 ท่าก้าวเท้าขี่ม้า 3 ท่าก้าวเท้าหมอบ 4 ท่าก้าวเท้าว่างเปล่า 5 ท่าก้าวเท้านั่งไขว้

แต่ละกระบวนท่านั้นก็จะทำให้ผู้ฝึกได้รับความแข็งแกร่งทางกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน กังฟูนั้นถือดำเนิดในสมัยจงหยวนโดยผู้ให้กำเนิดนั้นคือ ปรมาจารย์ตั๊กม้อ ตำนานกล่าวว่าอาจารย์ท่านนี้ได้ฝึกฝนนั่งสมาธิอยู่ในวัดได้นานถึง 9 ปี ก่อนที่จะเข้าถึงแก่นแท้แห่งวิชาพออยู่ได้ครบ 9 ปี ก็ได้ลงมาเผยแพร่ศาสตร์ดังกล่าวให้แก่ สานุศิษย์

รากฐานของการฝึกศิลปะชนิดนี้คือ พลังลมปราณและวิทยายุทธ ซึ่งผู้ฝึกจะต้องกำหนดลมหายใจให้ดีหากต้องการที่จะให้ทวงท่าที่เราใช้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด ถ้าใครที่เคยเห็นจากในทีวีหรือสื่ออะไรก็ตามแต่เราจะเห็นได้ว่าผู้ฝึกฝนที่เข้าถึงขั้นสูงแล้วสามารถยืนได้กระทั่งบนหอก

กังฟู กระบวนท่าใช้มือ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นเกี่ยวกับกระบวนท่าเพลงหมัดมวยเราจะนำมาเสนอยกตัวอย่างเช่น กระบวนท่าการจี้สกัดจุด เป็นการใช้นิ้วที่กดจุดไปยังเส้นประสาทที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้ศัตรูเกิดอาการอัมพาตชั่วขณะ

กระบวนท่าวิชาตัวเบา เป็นวิชาที่จะทำให้ผู้ใช้มีความว่องไวและน้ำหนักที่เบากระบวนท่านี้เป็นท่วงที่ที่ต้องใช้ความสามารถอย่างมากในการฝึก

ถ้าหากใครอยากฝึกแนะนำให้ไปฝึกกับต้นตำหรับอย่างวัด เส้าหลิน ที่ประเทศจีนเลยเราจึงจะได้รู้ว่าพวกเขาเข้มงวดกันมากเพียงใดในเวลาที่พวกเขาฝึกฝนศาสตร์แขนงนี้และเราอาจจะได้สุขภาพหรืออย่างอื่นมาด้วยก็ได้ แต่การฝึกแบบนี้แนะนำให้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ด้วยเพื่อที่จะทำการฝึกประสบความสำเร็จได้อย่างใจหวัง