เทควันโด้ นั้นเป็นกีฬาและศิลปะการป้องกันตัวที่จะใช้เพียงเท้าเท่านั้นในการต่อสู้และยังเป็นศิลปะการป้องกันตัวประจำชาติของประชาชนแดนกิมจิอีกด้วย คำว่าเทควันโด้ที่จริงแล้วออกเสียงเป็นภาษาเกาหลีว่า แท ที่แปลว่า การโจมตีด้วยเท้าคว็อน แปลว่าการโจมตีด้วยมือ โดแปลว่า วิถีหรือสติปัญญา ดังนั้นเมื่อนำคำ 3 คำมารวมกันจะได้ความหมายว่า การป้องกันตัวจากศัตรูด้วยมือหรือเท้าเปล่าด้วยการมีสติ

 

บันทึกและการแบ่งสายสำหรับกีฬาชนิดนี้

เทควันโด้

จากบันทึกกล่าวไว้ว่า เกาหลีนั้นพัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นอย่าง คาราเต้ โดยยึดหลักของกีฬาดังกล่าวเป็นพื้นฐาน และชาวกิมจิก็ได้นำมาผสมเข้ากับการละเล่นพื้นบ้านของพวกเขาเอง

ปัจจุบันนั้นกีฬาชนิดนี้นั้นแพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลกและมีเด็กจำนวนมากที่ฝึกกีฬาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะชาติไทยเราที่เดี๋ยวนี้ตามโรงเรียนจะมีคอสสอนวิชาการต่อสู้นี้ให้กับเด็กๆเพื่อที่จะได้เรียนรู้ไว้ใช้ป้องกันตัวหรืออย่างน้อยที่สุดเด็กก็จะได้สุขภาพจากจุดนี้ อีกทั้งกีฬาชนิดนี้นั้นยังถูกบรรจุลงในกีฬาโอลิมปิก อีกด้วย

แต่การใช้ศาสตร์ศิลปะแขนงนี้ ณ ปัจจุบัน จะไม่ค่อยรุนแรงเหมือนสมัยก่อนที่ทำการพัฒนามาจากยุคสงครามโลกเพราะสมัยนั้นเขาจะเน้นในการใช้ในสถานการณ์จริงๆที่จะต้อง ฆ่า กันให้ตาย

กีฬาชนิดนี้จะมีการสอบระดับถึง 10 ระดับด้วยกันเพื่อเอาไว้แบ่งชั้นฝีมือโดยจะมีการแบ่งจากสีของสายคาดเอวทีมีดังนี้

1 สายขาว

2 สายเหลือง

3 สายเขียว

4 สายเขียวขั้นที่ 2

5 สายฟ้า

6 สายฟ้าขั้นที่ 2

7 สายน้ำตาลขั้นที่ 1

8 สายน้ำตาลขั้นที่ 2

9 สายแดงขั้นที่ 1

10 สายแดงขั้นที่ 2

เทควันโด้ สำหรับขั้นสายดำขึ้นไป

นอกจากสายพวกนี้ขึ้นไปก็จะมีสายดำซึ่งเป็นสายเฉพาะของผู้ที่จะเป็นอาจารย์หรือนักกีฬาเท่านั้นและสายดำยังถูกแบบเป็นสายย่อยได้อีก 10 ระดับ และสหพันธ์ของ กีฬาชนิดนี้ นั้นจะมี WTF ที่อยู่ที่เกาหลีใต้และ ITTF ที่อยู่ประเทศ แคนาดา สหพันธ์จะทำหน้าที่ในการกำหนดกฏิกาในการสอบและออกสายดำให้แก่ผู้ปฏิบัติ

หลักการสอนของกีฬาชนิดนี้ได้แก่ การใช้มือจู่โจม ในรูปแบบต่างๆ มือ เข่า ศอก เท้า อีกทั้งยังมีท่าเตะที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งก็มีทั้ง เตะตรง เตะสะบัด เตะถีบข้าง เตะเกี่ยว หันหลังเตะ เตะตบลง การถีบ ดับเบิ้ลราวด์

อักทั้งยังมีลูกเตะที่เป็นระดับสูงมีทั้ง จั้มฟร้อน,จั้มไฮด์,ฟลายอิ้งไซด์,ฟลายอิ้งแบ็ค,เทินนิ่งแบ็ค,ทูเวย์,540สวิงคิก,720 คิกส์

ซึ่งนี้ก็จะเป็นเรื่องราวคล่าวๆสำหรับผู้อ่านโดยส่วนตัวคิดว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้างมีเทคนิคที่สูงทีเดียวที่จะทำให้สำเร็จได้

ประวัติ คาราเต้ วิถีแห่งการต่อสู้ด้วยมือล้วนๆ

 

เคราเต้โด้ หรือ ที่คนรู้จักกันในชื่อ คาราเต้ ศิลปะการป้องกันตัวชื่อดังจากดินแดนอาทิตย์อุทัยในปัจจุบันศิลปะการป้องกันตัวแขนงนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในทั่วทุกมุมโลก คาตาเต้ นั้นแต่เดิมถือกำเนิดเกิดขึ้นที่ โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเจ้า คาราเต้ เนี่ยเป็นส่วนผสมการต่อสู้ระหว่างจีนและญี่ปุ่น

ความเป็นมาของศิลปะการต่อสู้ที่ชื่อ คาราเต้

คาราเต้

เราอาจจะไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว คาราเต้ นั้นเป็นการต่อสู้โดยใช้อาวุธได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก คล้าย กังฟู แต่ที่ทุกวันนี้เราเห็นแต่ใช้มือก็เพราะพวกเขาได้มีการดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับการแข่งงขันนั้นเอง โดยมันเข้าสู่ญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ.2464

คำว่า คาราเต้ แปลเป็นภาษจีนว่า ฝ่ามือจีน  ศิลปะชนิดนี้ได้รับการแบ่งออกเป็น 3 ประเภทก่อนจะมาใช้คำว่า คาราเต้ ซึ่งได้แก่ ชูริเต้,นาฮาเต้ และโทมาริเต้ ทั้ง 3 อย่างนี้ล้วนเป็นพื้นฐานของการดัดแปลงมาเป็นการต่อสู้ด้วยฝ่ามือโดยประยุกแบบผสมร่วมกับศิลปะการป้องกันตัวเมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง

บิดาแห่ง คาราเต้ คือ คิชิน ฟุนาโคชิ เกิดเมื่อปี คริศต์ศักราชที่ 1868-1957 เขาได้เปลี่ยนความหมายของคำว่า คารา ถึงแม้จะออกเสียงเหมือนกันแต่ความหมายใหม่ก็คือ ความวางเปล่า ที่มาของคำว่า ว่างเปล่า นั้นก็คือการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและการเพิ่มพูลความสามารถ โดยการทำจิตใจให้ไม่จดจ่อกับสิ่งใด ละเว้นจากเป้าหมายทุกประการ รวมทั้งกิเลสทั้งปวง

คาราเต้ นั้นเป็นการต่อสู้ที่ดึงพลังจากหลายส่วนของร่างกายมารวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวและโจมตีออกไปอย่างรุนแรง หลักสำคัญของการต่อสู้นี้คือการสู้กับตนเอง เช่น สามารถที่จะยั้งมือในการโจมตีได้ โดยใช้การหยุดความเคลื่อนไหวเมื่อสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อลดการเกิดอาการบาดเจ็บจริง ซึ่งก็หมายความว่าฝึกการกำหนดความรุนแรงในการโจมตี และถ้าผู้ฝึกท่านใดสามารถที่จะบรรลุจุดนี้ได้แล้วก็จะสามารถเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีได้ถึงระดับสูงสุด

การเป็นผู้เรียนศิลปะแขนงนี้จำเป็นต้องเริ่มการเรียนธรรมเนียมปฏิบัติซะก่อน เช่นท่าเคารพ และการปฏิบัติต่ออาจารย์ผู้ฝึกสอน และ รุ่นพี่ในสำนักด้วย และเรียนรู้มารยาทที่ใช้ในโรงฝึก พอเรียนรู้ทุกอย่างจนหมดแล้วก็จะเข้าสู่วิชานี้ของจริง โดยเริ่มจากท่ายืนธรรมชาติ ท่าชก ท่าป้องกัน และท่าเตะ อีกทั้งยังมีท่าการก้าวเดิน การฝึกคือจะจับคู่กันฝึกและใช้ทักษะที่เรียนมาผลัดกับรับและรุก

แท้จริงแล้วการฝึกคาราเต้จะสอนให้คนมีระเบียบวินัย รู้จัการใช้มารยาท ความอ่อนน้อม และยังยึดหลักปรัชญาพุทธนิกาย เพื่อจะได้ใช้ในการฝึกและชีวิตประจำวันได้และทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือความหมายที่แท้จริงของคาราเต้