ยูโด หรือมีชื่อเต็มๆว่า โคโดกัง  เป็นศาสตร์ที่แตกแขนงมาจาก ยูยิสสู เป็นศาสตร์ที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่า โดยเหตุที่เปลี่ยนมาเป็นชื่อนี้เนื่องจากมองว่า ยูยิสสู นั้นจะเป็นที่จะต้องใช้แรงอย่างมากอีกทั้งยังมีท่วงท่าที่อันตรายกว่ามาก

ยูโด ศิลปะแขนงหนึ่งที่เน้นการทุ่มเป็นส่วนมาก

ยูโด

โรงเรียนการต่อสู้ชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นแห่งแรกโดย คาโนะ จิโงะโร แถววัดเอโชะจิ โดยชื่อของโรงเรียนนี้ก็คือ โคโดกัง โดยในยุคแรก อาจารย์ คาโนะ จิโงะโร ต้องทำให้ศาสตร์การต่อสู้นี้เป็นที่ยอมรับจึงต้องประลองกับอาจารย์ท่านอื่น โดยเฉพาะ ผู้คนที่นิยมอารยธรรมตะวันตกมักไม่ค่อยยอมรับในเรื่องนี้

การแข่งขันสำหรับหมู่อาจารย์ถูกแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ระหว่างอาจารย์ฝ่าย Judo กับ ยูยิสสู ผลปรากฏกว่าฝ่าย อาจารย์ คาโนะ จิโงะโร

เอาชนะไปได้ 13 คนเสมอ 2 และไม่แพ้เลยแม้แต่คนเดียวทำให้ศิลปะการต่อสู้แบบ จับทุ่ม เป็นที่ยอมรักมากขึ้นด้วย การฝึกศิลปะแขนงนี้ที่โรงเรียนการสอนนั้นมีความเข้มข้นอย่างมากโดยเป็นการฝึกแบบ

รันโดริ คือการให้นักเรียนทั้ง 2 ฝ่ายใช้ทุกอย่างที่ตัวเองเรียนมาเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ การฝึกแบบนี้จะทำให้นักเรียนมีความสามารถจริงทั้งด้านร่างกายและจิตรใจอีกทั้งยังมีความคล่องตัว

เทคนิควิชานั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ 1 นาเงวาซา เป็นท่าเกี่ยวกับการทุ่ม และมีพื้นฐาน 12 ท่าและเป็นการจับทุ่มที่ใช้บางส่วนของร่างกายมีทั้งการทุ่มด้วยมือเปล่า การทุ่มข้ามสะโพก การปัดขา การทุ่มด้วยไหล่ การทุ่มด้วยหลังและสีข้าง

2.กะตะเมวาซา เป็นเทคนิครัดคอให้หายใจไม่ออก กับจับล็อคข้อต่อ โดยเทคนิคนี้เน้นการใช้งานเวลานอนบนพื้น

3.อาเตมิวาซา เป็นเทคนิคที่ใช้การ ชก ทุบ ถีบ ไปที่ส่วนต่างๆของร่างกายโดยทำให้เจ็บหรือพิการ แต่เทคนิคนนี้มันไม่สามารถใช้งานได้ในระดับแข่งขันเนื่องจากอันตรายเกินไป

ระดับความสามารถของยูโดแบ่งได้ 2 แบบใหญ่คือ ระดับคิวหรือระดับนักเรียนทั่วไป,อีกแบบคือระดับดั้ง หรือระดับอาจารย์ผู้นำสำนักนั้นเอง โดยแบ่งได้อีก 15 ย่อยได้แก่

  1.    รองสายดำ ชั้น 5 สายคาดเอวสีขาว
  2.    รองสายดำ ชั้น 4 สายคาดเอวสีเขียว
  3.    รองสายดำ ชั้น 3 สายคาดเอวสีฟ้า
  4.    รองสายดำ ชั้น 2 สายคาดเอวสีน้ำตาล
  5.    รองสายดำ ชั้น 1 สายคาดเอวสีน้ำตาลปลายดำ
  6.    สายดำ ชั้น 1 สายคาดเอวสีดำ
  7.    สายดำ ชั้น 2 สายคาดเอวสีดำ
  8.    สายดำ ชั้น 3 สายคาดเอวสีดำ
  9.    สายดำ ชั้น 4 สายคาดเอวสีดำ
  10. ระดับสายดำ ชั้น 5 สายคาดเอวสีดำ
  11. ระดับสายดำ ชั้น 6 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง 
  12. ชั้นระดับสายดำ ชั้น 7 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง 
  13. ชั้นระดับสายดำ ชั้น 8 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง 
  14. สายดำ ชั้น 9 สายคาดเอวสีแดง หรือ สีดำ
  15. สายดำ ชั้น 10 สายคาดเอวสีแดง หรือ สีดำ

และนี้ก็คือเกล็ดเรื่องคล่าวๆสำหรับการเรียนยูโดหรือศิลปะการป้องกันตัวแบบจับทุ่มนั้นเอง

ประวัติ ยูยิสสู ศิลปะการต่อสู้ที่เน้นการนอนสู้

มีชื่อเต็มว่า บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู เป็นการต่อสู้แบบใหม่ที่เดี๋ยวนี้นิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมากในการแข่งขันและการฝึกฝนทั่วไปซึ่งท่าส่วนมากจะเป็นการจับหักล็อกในตอนที่กำลังนอนอยู่กับพื้น แต่ก็มีจุดเสริมตรงที่สามารถทุ่มศัตรูได้เช่นกัน

ประวัติ ยูยิสสู

ยูยิสสู

การต่อสู้แบบนี้ถือเป็นการดึงเอาพื้นฐานของหลายศิลปะเข้าไว้ด้วยกันเรียกว่า Mixed Martial Art สามารถเอาอะไรมาใช้ก็ได้แต่ขอให้คู่ต่อสู้อย่างเดียวยอมแพ้

การต่อสู้ภาพพื้นแบบนี้คือการจับหักล็อกโดยสามารถทำได้จากทั้งในรูปแบบขณะที่ทั้ง 2 คนยืนอยู่ก็ได้หรือจะนอนก็ได้ หลักของการใช้งานคือทำยังไงก็ได้ให้คู่ต่อสู้ลงไปนอนกับพื้นให้ได้ไม่ว่าจะเป็นการจับทุ่มก็ได้ จุดหมายของการจับทุ่มคือการล็อกเพื่อมทำให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ให้ได้ท่านี้ถ้าใช้ในชีวิตจริงๆถ้าเราไม่ยอมปล่อยคู่ต่อสู้เราอาจจะตายหรือแขนขาหักได้เลยเป็นศิลปะที่อันตรายมาก

ท่าที่ขึ้นชื่อสำหรับศิลปะแขนงนี้ได้แก่ Triangle Choke ,Arm Bar , Guillotine, Omoplata นอกจากท่าพวกนี้แล้วยังมีอีกมากมายให้เลือกใช้ตามสถานการณ์

ยูยิสสูจะมีการแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 แบบคือ Gi ที่จะใส่ชุดคล้ายยูโดเพื่อเซฟความปลอดภัย หรือแบบที่ 2 คือ No Gi คือการเล่นแบบไม่ใส่ชุดและอาจจะมีการเพิ่มกฏิกาที่อันตรายอย่างเช่นสามารถหักขาได้

ในช่วงแรก ยูยิสู นั้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นก่อนจะไปโด่งดังกับประเทศ บราซิล และเปลี่ยนชื่อเป็น บราซิเลี่ยนยูยิสสู โดยผู้เผยแพร่คือ มิตซึโยะ มาเอดะ ที่ออกไปเผยแพร่ในปี 1904

ความน่าสนใจของกีฬาชนิดนี้คือผู้เล่นจะสามารถเข้าใจสรีระและสัดส่วนของร่างกาย เน้นการเคลื่อนที่บนพื้น ใช้หลักคานดีดคานงัด และจังหวะการทรงตัวของทั้ง 2 คน การเล่นกีฬาชนิดนี้จะต้องคิดตลอดเวลาเปรียบเสมือนการเดินหมาก

แต่การเรียนและฝึกซ้อมก็ยังมีระบบรักษาความปลอดภัย และทำให้เกิดการบาดเจ็บน้อยกว่าการฝึกวิชาแขนงอื่นค่อนข้างมากเนื่องจากถ้ารู้ว่าไม่ไหวเราก็แค่ตบพื้นเพื่อยอมแพ้ การแบ่งสายของกีฬาชนิดนี้แบ่งได้เป็นระดับดังนี้ ขาว ฟ้า ม่วง น้ำตาล และ ดำ ซึ่งสายดำจะถือว่าเป็นสายที่สูงที่สุดแล้ว อีกทั้งยังมีการแบ่งระดับปลีกย่อยอีกซึ่งแต่ละระดับนั้นจะต้องฝึกฝนเป็นเวลา 2 ปีด้วยกันกว่าจะเลื่อนขั้นขึ้นมาได้

ปันจุบัน กีฬา สายนี้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยอย่างมากถ้าหากใครต้องการไปลงเรียนก็ลองหาข้อมูลดูในอินเตอร์เน็ตก็จะทราบที่เรียนย่านใกล้บ้าน