มวยไทย นั้นถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติเราเลยก็ว่าได้ โดยประเทศไทยนั้นมีศิลปะที่เรียกว่า มวยไทย มาช้านานตั้งแต่สมัยอดีตแล้วและเรื่องราวก็ยาวมาหลายร้อยปี ในปัจจุบันกีฬามวยไทยนั้นแพร่หลายไปอย่างมากในหมู่ชาติตะวันตก ซึ่งเราจะสังเกตุได้ว่าช่วงหลังมานี้มีคนต่างชาติมาเรียนมวยไทยตามค่ายมวยต่างๆเยอะขึ้น แต่ก็ต้องขอบคุณนักมวยอย่าง บัวขาว บัญชาเมฆ ที่ทำให้ชื่อเสียงของมวยไทยดังกระฉ่อนไปทั่วโลกมากกว่า แต่เริ่มเดิมที ศาสตร์ที่เรียกว่ามวยไทยนั้นไม่ได้มีไว้ใช้งานในการป้องกันตัว

ความเป็นมาของ มวยไทย

มวยไทย

เพราะเมื่อในอดีตเราใช้ 4 สุดยอดนักรบในการฝึกศาสตร์มวยไทยให้ไปทำสงครามซึ่งพวกเขาจะทำหน้าที่ปกป้องเท้าหลักของช้างทั้ง 4 เอาไว้ไม่ให้ฆ่าศึกมาฟันเอ็นร้อยไหวช้างได้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่ามวยไทยนั้นแต่เดิมทีเป็นมวยที่เราจะใช้ในการสังหารเป้าหมายเสียมากกว่าเนื่องจากท่วงท่าที่รุนแรงและอันตรายอีกทั้งยังสามารถทำให้ แขน หมัด เข่า ศอก ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยซึ่งอวัยเหล่านี้ล้วนเป็นกระดูกในส่วนที่แข็งมากๆเรียกได้ว่าถ้าใครโดนเข้าไปนี้อาจจะมีน็อกถึงขั้นแตกและต้องเย็บกันหลายเข็มเลยทีเดียว

แต่ในช่วงหลังมวยไทยถูกบรรจุให้เป็นกีฬาประจำชาติเราโดยกีฬามวยไทยนั้นรู้จักการมากในแถบเวทีมวย ราชดำเนิน ซึ่งก็ทำให้ทั้งคนที่ชอบมวยและคนที่ชอบการพนันหันมาสนใจกีฬาชนิดนี้มากขึ้นด้วย โดยมวยไทยนั้นก็จะแบ่งเป็นภูมิภาคอย่างเช่น มวยทางภาคใต้ก็จะเรียกว่า มวยไชยา นักมวยไทยบ้านเราก็จะมีการเคารพ ครู อาจารย์ ด้วยการไหว้ครูก่อนขึ้นชกซึ่งเราก็จะเห็นกันในทางทีวีอยู่แล้ว

แต่เหตุที่ทางมวยไทยต้องเปลี่ยนมาใส่นวมเนื่องจากในสมัยรัชการที่ 5 นั้นได้มีการจัดการแข่งขันชกมวยขึ้น โดยนักมวยชื่อนาย แพ เลี้ยงประเสริฐ ต่อยนักมวยชื่อ เจียร์ ซึ่งเป็นคนเขมร ด้วยท่าหมัดเหวี่ยงควายถึงแก่ความตายทำให้ต้องเปลี่ยนกันมาใส่นวมเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการแบบนี้ซ้ำนั่นเอง

ต่อมามวยไทยนั้นก็เปรียบเสมือนเครื่องหมายหากินของนักเลงเมื่อเวลาเราไปไหนเราก็จะต้องเห็นบรรดาเจ้าพ่อน้อยใหญ่จากทั้งในและนอกพระนครมาถือหางคอยเชียร์ฝั่งที่ตนเองลงพนันไว้นั่นเอง

หลักการชกมวยไทยนั้นถือว่าง่ายแน่จะทำให้มันเกิดผลอย่างถึงที่สุดนั้นถือเป็นเรื่องยากฏโดยหลักการชกมีดังนี้ มีการป้องกันด้วยการยืนให้มั่นคง เข็มแข็ง สูงเด่น และต้องตั้งการ์ดมวย เก็บคาง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่ามวยไทยหากท่านใดสนใจที่จะไปเรียนก็ลองดูนะครับหน้าจะเป็นประโยชน์หน้าดูสำหรับร่างกาย

ยูโด หรือมีชื่อเต็มๆว่า โคโดกัง  เป็นศาสตร์ที่แตกแขนงมาจาก ยูยิสสู เป็นศาสตร์ที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่า โดยเหตุที่เปลี่ยนมาเป็นชื่อนี้เนื่องจากมองว่า ยูยิสสู นั้นจะเป็นที่จะต้องใช้แรงอย่างมากอีกทั้งยังมีท่วงท่าที่อันตรายกว่ามาก

ยูโด ศิลปะแขนงหนึ่งที่เน้นการทุ่มเป็นส่วนมาก

ยูโด

โรงเรียนการต่อสู้ชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นแห่งแรกโดย คาโนะ จิโงะโร แถววัดเอโชะจิ โดยชื่อของโรงเรียนนี้ก็คือ โคโดกัง โดยในยุคแรก อาจารย์ คาโนะ จิโงะโร ต้องทำให้ศาสตร์การต่อสู้นี้เป็นที่ยอมรับจึงต้องประลองกับอาจารย์ท่านอื่น โดยเฉพาะ ผู้คนที่นิยมอารยธรรมตะวันตกมักไม่ค่อยยอมรับในเรื่องนี้

การแข่งขันสำหรับหมู่อาจารย์ถูกแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ระหว่างอาจารย์ฝ่าย Judo กับ ยูยิสสู ผลปรากฏกว่าฝ่าย อาจารย์ คาโนะ จิโงะโร

เอาชนะไปได้ 13 คนเสมอ 2 และไม่แพ้เลยแม้แต่คนเดียวทำให้ศิลปะการต่อสู้แบบ จับทุ่ม เป็นที่ยอมรักมากขึ้นด้วย การฝึกศิลปะแขนงนี้ที่โรงเรียนการสอนนั้นมีความเข้มข้นอย่างมากโดยเป็นการฝึกแบบ

รันโดริ คือการให้นักเรียนทั้ง 2 ฝ่ายใช้ทุกอย่างที่ตัวเองเรียนมาเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ การฝึกแบบนี้จะทำให้นักเรียนมีความสามารถจริงทั้งด้านร่างกายและจิตรใจอีกทั้งยังมีความคล่องตัว

เทคนิควิชานั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ 1 นาเงวาซา เป็นท่าเกี่ยวกับการทุ่ม และมีพื้นฐาน 12 ท่าและเป็นการจับทุ่มที่ใช้บางส่วนของร่างกายมีทั้งการทุ่มด้วยมือเปล่า การทุ่มข้ามสะโพก การปัดขา การทุ่มด้วยไหล่ การทุ่มด้วยหลังและสีข้าง

2.กะตะเมวาซา เป็นเทคนิครัดคอให้หายใจไม่ออก กับจับล็อคข้อต่อ โดยเทคนิคนี้เน้นการใช้งานเวลานอนบนพื้น

3.อาเตมิวาซา เป็นเทคนิคที่ใช้การ ชก ทุบ ถีบ ไปที่ส่วนต่างๆของร่างกายโดยทำให้เจ็บหรือพิการ แต่เทคนิคนนี้มันไม่สามารถใช้งานได้ในระดับแข่งขันเนื่องจากอันตรายเกินไป

ระดับความสามารถของยูโดแบ่งได้ 2 แบบใหญ่คือ ระดับคิวหรือระดับนักเรียนทั่วไป,อีกแบบคือระดับดั้ง หรือระดับอาจารย์ผู้นำสำนักนั้นเอง โดยแบ่งได้อีก 15 ย่อยได้แก่

  1.    รองสายดำ ชั้น 5 สายคาดเอวสีขาว
  2.    รองสายดำ ชั้น 4 สายคาดเอวสีเขียว
  3.    รองสายดำ ชั้น 3 สายคาดเอวสีฟ้า
  4.    รองสายดำ ชั้น 2 สายคาดเอวสีน้ำตาล
  5.    รองสายดำ ชั้น 1 สายคาดเอวสีน้ำตาลปลายดำ
  6.    สายดำ ชั้น 1 สายคาดเอวสีดำ
  7.    สายดำ ชั้น 2 สายคาดเอวสีดำ
  8.    สายดำ ชั้น 3 สายคาดเอวสีดำ
  9.    สายดำ ชั้น 4 สายคาดเอวสีดำ
  10. ระดับสายดำ ชั้น 5 สายคาดเอวสีดำ
  11. ระดับสายดำ ชั้น 6 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง 
  12. ชั้นระดับสายดำ ชั้น 7 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง 
  13. ชั้นระดับสายดำ ชั้น 8 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง 
  14. สายดำ ชั้น 9 สายคาดเอวสีแดง หรือ สีดำ
  15. สายดำ ชั้น 10 สายคาดเอวสีแดง หรือ สีดำ

และนี้ก็คือเกล็ดเรื่องคล่าวๆสำหรับการเรียนยูโดหรือศิลปะการป้องกันตัวแบบจับทุ่มนั้นเอง

ประวัติ ยูยิสสู ศิลปะการต่อสู้ที่เน้นการนอนสู้

มีชื่อเต็มว่า บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู เป็นการต่อสู้แบบใหม่ที่เดี๋ยวนี้นิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมากในการแข่งขันและการฝึกฝนทั่วไปซึ่งท่าส่วนมากจะเป็นการจับหักล็อกในตอนที่กำลังนอนอยู่กับพื้น แต่ก็มีจุดเสริมตรงที่สามารถทุ่มศัตรูได้เช่นกัน

ประวัติ ยูยิสสู

ยูยิสสู

การต่อสู้แบบนี้ถือเป็นการดึงเอาพื้นฐานของหลายศิลปะเข้าไว้ด้วยกันเรียกว่า Mixed Martial Art สามารถเอาอะไรมาใช้ก็ได้แต่ขอให้คู่ต่อสู้อย่างเดียวยอมแพ้

การต่อสู้ภาพพื้นแบบนี้คือการจับหักล็อกโดยสามารถทำได้จากทั้งในรูปแบบขณะที่ทั้ง 2 คนยืนอยู่ก็ได้หรือจะนอนก็ได้ หลักของการใช้งานคือทำยังไงก็ได้ให้คู่ต่อสู้ลงไปนอนกับพื้นให้ได้ไม่ว่าจะเป็นการจับทุ่มก็ได้ จุดหมายของการจับทุ่มคือการล็อกเพื่อมทำให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ให้ได้ท่านี้ถ้าใช้ในชีวิตจริงๆถ้าเราไม่ยอมปล่อยคู่ต่อสู้เราอาจจะตายหรือแขนขาหักได้เลยเป็นศิลปะที่อันตรายมาก

ท่าที่ขึ้นชื่อสำหรับศิลปะแขนงนี้ได้แก่ Triangle Choke ,Arm Bar , Guillotine, Omoplata นอกจากท่าพวกนี้แล้วยังมีอีกมากมายให้เลือกใช้ตามสถานการณ์

ยูยิสสูจะมีการแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 แบบคือ Gi ที่จะใส่ชุดคล้ายยูโดเพื่อเซฟความปลอดภัย หรือแบบที่ 2 คือ No Gi คือการเล่นแบบไม่ใส่ชุดและอาจจะมีการเพิ่มกฏิกาที่อันตรายอย่างเช่นสามารถหักขาได้

ในช่วงแรก ยูยิสู นั้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นก่อนจะไปโด่งดังกับประเทศ บราซิล และเปลี่ยนชื่อเป็น บราซิเลี่ยนยูยิสสู โดยผู้เผยแพร่คือ มิตซึโยะ มาเอดะ ที่ออกไปเผยแพร่ในปี 1904

ความน่าสนใจของกีฬาชนิดนี้คือผู้เล่นจะสามารถเข้าใจสรีระและสัดส่วนของร่างกาย เน้นการเคลื่อนที่บนพื้น ใช้หลักคานดีดคานงัด และจังหวะการทรงตัวของทั้ง 2 คน การเล่นกีฬาชนิดนี้จะต้องคิดตลอดเวลาเปรียบเสมือนการเดินหมาก

แต่การเรียนและฝึกซ้อมก็ยังมีระบบรักษาความปลอดภัย และทำให้เกิดการบาดเจ็บน้อยกว่าการฝึกวิชาแขนงอื่นค่อนข้างมากเนื่องจากถ้ารู้ว่าไม่ไหวเราก็แค่ตบพื้นเพื่อยอมแพ้ การแบ่งสายของกีฬาชนิดนี้แบ่งได้เป็นระดับดังนี้ ขาว ฟ้า ม่วง น้ำตาล และ ดำ ซึ่งสายดำจะถือว่าเป็นสายที่สูงที่สุดแล้ว อีกทั้งยังมีการแบ่งระดับปลีกย่อยอีกซึ่งแต่ละระดับนั้นจะต้องฝึกฝนเป็นเวลา 2 ปีด้วยกันกว่าจะเลื่อนขั้นขึ้นมาได้

ปันจุบัน กีฬา สายนี้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยอย่างมากถ้าหากใครต้องการไปลงเรียนก็ลองหาข้อมูลดูในอินเตอร์เน็ตก็จะทราบที่เรียนย่านใกล้บ้าน

เทควันโด้ นั้นเป็นกีฬาและศิลปะการป้องกันตัวที่จะใช้เพียงเท้าเท่านั้นในการต่อสู้และยังเป็นศิลปะการป้องกันตัวประจำชาติของประชาชนแดนกิมจิอีกด้วย คำว่าเทควันโด้ที่จริงแล้วออกเสียงเป็นภาษาเกาหลีว่า แท ที่แปลว่า การโจมตีด้วยเท้าคว็อน แปลว่าการโจมตีด้วยมือ โดแปลว่า วิถีหรือสติปัญญา ดังนั้นเมื่อนำคำ 3 คำมารวมกันจะได้ความหมายว่า การป้องกันตัวจากศัตรูด้วยมือหรือเท้าเปล่าด้วยการมีสติ

 

บันทึกและการแบ่งสายสำหรับกีฬาชนิดนี้

เทควันโด้

จากบันทึกกล่าวไว้ว่า เกาหลีนั้นพัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นอย่าง คาราเต้ โดยยึดหลักของกีฬาดังกล่าวเป็นพื้นฐาน และชาวกิมจิก็ได้นำมาผสมเข้ากับการละเล่นพื้นบ้านของพวกเขาเอง

ปัจจุบันนั้นกีฬาชนิดนี้นั้นแพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลกและมีเด็กจำนวนมากที่ฝึกกีฬาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะชาติไทยเราที่เดี๋ยวนี้ตามโรงเรียนจะมีคอสสอนวิชาการต่อสู้นี้ให้กับเด็กๆเพื่อที่จะได้เรียนรู้ไว้ใช้ป้องกันตัวหรืออย่างน้อยที่สุดเด็กก็จะได้สุขภาพจากจุดนี้ อีกทั้งกีฬาชนิดนี้นั้นยังถูกบรรจุลงในกีฬาโอลิมปิก อีกด้วย

แต่การใช้ศาสตร์ศิลปะแขนงนี้ ณ ปัจจุบัน จะไม่ค่อยรุนแรงเหมือนสมัยก่อนที่ทำการพัฒนามาจากยุคสงครามโลกเพราะสมัยนั้นเขาจะเน้นในการใช้ในสถานการณ์จริงๆที่จะต้อง ฆ่า กันให้ตาย

กีฬาชนิดนี้จะมีการสอบระดับถึง 10 ระดับด้วยกันเพื่อเอาไว้แบ่งชั้นฝีมือโดยจะมีการแบ่งจากสีของสายคาดเอวทีมีดังนี้

1 สายขาว

2 สายเหลือง

3 สายเขียว

4 สายเขียวขั้นที่ 2

5 สายฟ้า

6 สายฟ้าขั้นที่ 2

7 สายน้ำตาลขั้นที่ 1

8 สายน้ำตาลขั้นที่ 2

9 สายแดงขั้นที่ 1

10 สายแดงขั้นที่ 2

เทควันโด้ สำหรับขั้นสายดำขึ้นไป

นอกจากสายพวกนี้ขึ้นไปก็จะมีสายดำซึ่งเป็นสายเฉพาะของผู้ที่จะเป็นอาจารย์หรือนักกีฬาเท่านั้นและสายดำยังถูกแบบเป็นสายย่อยได้อีก 10 ระดับ และสหพันธ์ของ กีฬาชนิดนี้ นั้นจะมี WTF ที่อยู่ที่เกาหลีใต้และ ITTF ที่อยู่ประเทศ แคนาดา สหพันธ์จะทำหน้าที่ในการกำหนดกฏิกาในการสอบและออกสายดำให้แก่ผู้ปฏิบัติ

หลักการสอนของกีฬาชนิดนี้ได้แก่ การใช้มือจู่โจม ในรูปแบบต่างๆ มือ เข่า ศอก เท้า อีกทั้งยังมีท่าเตะที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งก็มีทั้ง เตะตรง เตะสะบัด เตะถีบข้าง เตะเกี่ยว หันหลังเตะ เตะตบลง การถีบ ดับเบิ้ลราวด์

อักทั้งยังมีลูกเตะที่เป็นระดับสูงมีทั้ง จั้มฟร้อน,จั้มไฮด์,ฟลายอิ้งไซด์,ฟลายอิ้งแบ็ค,เทินนิ่งแบ็ค,ทูเวย์,540สวิงคิก,720 คิกส์

ซึ่งนี้ก็จะเป็นเรื่องราวคล่าวๆสำหรับผู้อ่านโดยส่วนตัวคิดว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้างมีเทคนิคที่สูงทีเดียวที่จะทำให้สำเร็จได้

ประวัติ คาราเต้ วิถีแห่งการต่อสู้ด้วยมือล้วนๆ

 

เคราเต้โด้ หรือ ที่คนรู้จักกันในชื่อ คาราเต้ ศิลปะการป้องกันตัวชื่อดังจากดินแดนอาทิตย์อุทัยในปัจจุบันศิลปะการป้องกันตัวแขนงนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในทั่วทุกมุมโลก คาตาเต้ นั้นแต่เดิมถือกำเนิดเกิดขึ้นที่ โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเจ้า คาราเต้ เนี่ยเป็นส่วนผสมการต่อสู้ระหว่างจีนและญี่ปุ่น

ความเป็นมาของศิลปะการต่อสู้ที่ชื่อ คาราเต้

คาราเต้

เราอาจจะไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว คาราเต้ นั้นเป็นการต่อสู้โดยใช้อาวุธได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก คล้าย กังฟู แต่ที่ทุกวันนี้เราเห็นแต่ใช้มือก็เพราะพวกเขาได้มีการดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับการแข่งงขันนั้นเอง โดยมันเข้าสู่ญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ.2464

คำว่า คาราเต้ แปลเป็นภาษจีนว่า ฝ่ามือจีน  ศิลปะชนิดนี้ได้รับการแบ่งออกเป็น 3 ประเภทก่อนจะมาใช้คำว่า คาราเต้ ซึ่งได้แก่ ชูริเต้,นาฮาเต้ และโทมาริเต้ ทั้ง 3 อย่างนี้ล้วนเป็นพื้นฐานของการดัดแปลงมาเป็นการต่อสู้ด้วยฝ่ามือโดยประยุกแบบผสมร่วมกับศิลปะการป้องกันตัวเมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง

บิดาแห่ง คาราเต้ คือ คิชิน ฟุนาโคชิ เกิดเมื่อปี คริศต์ศักราชที่ 1868-1957 เขาได้เปลี่ยนความหมายของคำว่า คารา ถึงแม้จะออกเสียงเหมือนกันแต่ความหมายใหม่ก็คือ ความวางเปล่า ที่มาของคำว่า ว่างเปล่า นั้นก็คือการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและการเพิ่มพูลความสามารถ โดยการทำจิตใจให้ไม่จดจ่อกับสิ่งใด ละเว้นจากเป้าหมายทุกประการ รวมทั้งกิเลสทั้งปวง

คาราเต้ นั้นเป็นการต่อสู้ที่ดึงพลังจากหลายส่วนของร่างกายมารวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวและโจมตีออกไปอย่างรุนแรง หลักสำคัญของการต่อสู้นี้คือการสู้กับตนเอง เช่น สามารถที่จะยั้งมือในการโจมตีได้ โดยใช้การหยุดความเคลื่อนไหวเมื่อสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อลดการเกิดอาการบาดเจ็บจริง ซึ่งก็หมายความว่าฝึกการกำหนดความรุนแรงในการโจมตี และถ้าผู้ฝึกท่านใดสามารถที่จะบรรลุจุดนี้ได้แล้วก็จะสามารถเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีได้ถึงระดับสูงสุด

การเป็นผู้เรียนศิลปะแขนงนี้จำเป็นต้องเริ่มการเรียนธรรมเนียมปฏิบัติซะก่อน เช่นท่าเคารพ และการปฏิบัติต่ออาจารย์ผู้ฝึกสอน และ รุ่นพี่ในสำนักด้วย และเรียนรู้มารยาทที่ใช้ในโรงฝึก พอเรียนรู้ทุกอย่างจนหมดแล้วก็จะเข้าสู่วิชานี้ของจริง โดยเริ่มจากท่ายืนธรรมชาติ ท่าชก ท่าป้องกัน และท่าเตะ อีกทั้งยังมีท่าการก้าวเดิน การฝึกคือจะจับคู่กันฝึกและใช้ทักษะที่เรียนมาผลัดกับรับและรุก

แท้จริงแล้วการฝึกคาราเต้จะสอนให้คนมีระเบียบวินัย รู้จัการใช้มารยาท ความอ่อนน้อม และยังยึดหลักปรัชญาพุทธนิกาย เพื่อจะได้ใช้ในการฝึกและชีวิตประจำวันได้และทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือความหมายที่แท้จริงของคาราเต้